02-8941919
@rdc.dental .
RDC ศูนย์ทันตกรรมพระราม 2

ทันตกรรมรากฟันเทียม

หมวดหมู่: งานทันตกรรม

ทันตกรรมรากฟันเทียม  ( Dental Implant )

 

 

         รากฟันเทียม หรือ ทันตกรรมรากเทียม ( Dental Implant ) คือ วิธีการรักษาทางทันตกรรมเพื่อทดแทนรากฟันแท้ที่สูญเสียไป โดยใช้โครงรากเทียมโลหะไทเทเนียมฝังลงในกระดูกขากรรไกร เสมือนเป็นรากฟันใหม่ จากนั้นจึงทำการใส่ครอบฟันหรือฟันปลอมบนรากฟันเทียม ทดแทนฟันที่หายไป ให้ฟันบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบเท่าฟันธรรมชาติ 

 

รากฟันเทียมประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก 3 ส่วน ดังนี้

 
 

 

1.Fixture (ฟิกซ์เจอร์) หรือส่วนของรากฟันเทียมที่ทำจาก Titanium หรือ zirconia implant ที่ฝังในกระดูก มีลักษณะคล้ายสกรู ทำหน้าที่แทนรากฟันธรรมชาติ ยึดตัวครอบฟันให้มั่นคงแข็งแรง

2.Abutment (อะบัตเมนต์) หรือ ชิ้นส่วนที่ใช้รองรับครอบฟันหรือฟันปลอม ทำหน้าที่ทดแทนโครงสร้างของแกนฟัน เพื่อรองรับตัวครอบฟัน มักยึดติดส่วนนี้ไว้ด้วย Screw

3.Crown (คราวน์) หรือ ส่วนของตัวฟัน ทำมาจากเซรามิค ลอกเลียนสีและรูปร่างของฟันธรรมชาติ เป็นส่วนที่ใช้บดเคี้ยวอาหารโดยตรง

 

 

 

 

 

ข้อดีของรากฟันเทียม :

  • ทนทาน แข็งแรง ใช้งานได้ยาวนาน
  • ช่วยให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยรักษาโครงสร้างกระดูกขากรรไกรให้คงรูป
  • ช่วยให้พูดได้ชัดเจน
  • เพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและพูดคุย
  • ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเภทตามวิธีการฝังรากเทียม แบ่งเป็น 3 ระย

      1.รากฟันเทียมแบบฝังทันที (Immediate implant) : การฝังรากเทียมจะทำทันทีหลังจากการถอนฟัน โดยไม่ต้องรอให้กระดูกและเหงือกฟื้นตัว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสภาพกระดูกขากรรไกรที่ดี

      2.รากฟันเทียมแบบเร็ว (Early implant) :  การฝังรากเทียมจะทำหลังจากที่มีการถอนฟันและกระดูกเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ประมาณหลังถอนฟัน 1 – 3 เดือน

      3.รากฟันเทียมแบบฝังแบบหน่วงเวลา (Delayed implant) : การฝังรากเทียมจะทำหลังจากการถอนฟันและรอให้กระดูกและเหงือก หรือแผลจากการถอนฟันหายดีก่อน จึงฝังรากฟันเทียม เหมาะสำหรับผู้ที่มีสภาพกระดูกขากรรไกรไม่เพียงพอ  ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป

ประเภทตามวัสดุที่ใช้ผลิต :

  • รากฟันเทียมโลหะไทเทเนียม (Titanium implant) : เป็นวัสดุที่ใช้ most common ทนทาน แข็งแรง เข้ากันได้ดีกับร่างกาย
  • รากฟันเทียมเซรามิค (Zirconia implant) : มีสีใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงาม แต่มีราคาสูงกว่ารากฟันเทียมโลหะไทเทเนียม ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

 

ขั้นตอนการรักษารากฟันเทียม โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ :

 1.การเตรียมความพร้อมก่อนการรักษา :
  • การตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษา : ทันตแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพช่องปาก เอกซเรย์ และพิมพ์ปาก เพื่อประเมินสภาพกระดูกขากรรไกร วางแผนการรักษา และเลือกขนาดรากฟันเทียมที่เหมาะสม
  • การปรึกษาเตรียมความพร้อม : ทันตแพทย์จะอธิบายขั้นตอนการรักษา ข้อควรระวัง ผลข้างเคียง ค่าใช้จ่าย และตอบข้อสงสัยของผู้ป่วย
  • การเตรียมร่างกาย : ผู้ป่วยอาจต้องงดสูบบุหรี่ งดรับประทานยาบางชนิด และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด
 

 

2.การผ่าตัดฝังรากฟันเทียม :

  • การฉีดยาชา : ทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกชา ไม่รู้สึกเจ็บปวด
  • การผ่าตัด : ทันตแพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดแผลเหงือก ฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร เย็บปิดแผล
  • การพักฟื้น : หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึง ปวด หรือบวม ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ทันตแพทย์จะนัดติดตามผลและให้คำแนะนำในการดูแลรักษา

3.การใส่ครอบฟันหรือฟันปลอม :

  • การรอให้รากฟันเทียมประสานกับกระดูก : หลังจากการผ่าตัด รากฟันเทียมจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เพื่อประสานกับกระดูกขากรรไกร
  • การพิมพ์ปาก : ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปากเพื่อจำลองโครงสร้างฟันและเหงือก สำหรับการทำครอบฟันหรือฟันปลอม
  • การลองครอบฟันหรือฟันปลอม : ทันตแพทย์จะให้ผู้ป่วยลองครอบฟันหรือฟันปลอม เพื่อตรวจสอบความพอดี สี และรูปร่าง
  • การใส่ครอบฟันหรือฟันปลอม : ทันตแพทย์จะทำการใส่ครอบฟันหรือฟันปลอมบนรากฟันเทียม

 

 
 

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดใส่รากเทียม

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดใส่รากเทียม เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อช่วยให้แผลหายเร็ว ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และช่วยให้รากฟันเทียมประสานกับกระดูกขากรรไกรได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ :

ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด :
  • ประคบเย็น : ประคบเย็นบริเวณแก้มข้างที่ผ่าตัด ประมาณ 15-20 นาที สลับกับพัก 15-20 นาที ทำต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อลดอาการบวม ปวด และอักเสบ
  • รับประทานยา : รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ยาเหล่านี้อาจเป็นยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด หรือยาฆ่าเชื้อ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : เพราะอาจทำให้แผลหายช้า และเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆ : รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ซุป หรืออาหารบด หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรืออาหารที่มีรสจัด
  • แปรงฟันอย่างเบามือ : แปรงฟันอย่างเบามือ โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม หลีกเลี่ยงการแปรงบริเวณแผลผ่าตัด
  • ใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง : ใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง โดยไม่ต้องขัดบริเวณแผลผ่าตัด
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ : บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ 3-4 ครั้งต่อวัน เพื่อช่วยทำความสะอาดแผลและฆ่าเชื้อ
 ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด :
  • ประคบเย็น : ประคบเย็นบริเวณแก้มข้างที่ผ่าตัด ประมาณ 15-20 นาที สลับกับพัก 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการบวม ปวด และอักเสบ
  • รับประทานยา : รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง จนกว่าจะครบกำหนด
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
  • รับประทานอาหารอ่อนๆ : รับประทานอาหารอ่อนๆ หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรืออาหารที่มีรสจัด
  • แปรงฟันอย่างเบามือ : แปรงฟันอย่างเบามือ โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม หลีกเลี่ยงการแปรงบริเวณแผลผ่าตัด
  • ใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง : ใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง โดยไม่ต้องขัดบริเวณแผลผ่าตัด
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ : บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ 3-4 ครั้งต่อวัน เพื่อช่วยทำความสะอาดแผลและฆ่าเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก : หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • พบทันตแพทย์ตามนัด : พบทันตแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผลการรักษา และทำความสะอาดรากฟันเทียม
 

 

 

  

ดูราคา < รากฟันเทียม >ได้ ...ที่นี่

ราคารากฟันเทียม

 

 

 

 

ข้อควรระวังหลังผ่าตัดใส่รากฟันเทียม :

  • หากมีอาการบวม ปวด แดง หรืออักเสบ มากขึ้น หรือมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลผ่าตัดด้วยมือ
  • ไม่ใช้ยาแก้ปวด ยาต้านอักเสบ หรือยาอื่นๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ

ระยะเวลาในการรักษารากฟันเทียม

         โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกขากรรไกร จำนวนฟันที่ต้องรักษา และวิธีการรักษา

ค่าใช้จ่ายในการรักษารากฟันเทียม

         ค่าใช้จ่ายในการรักษารากฟันเทียมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยี่ห้อของรากฟันเทียม สถานพยาบาล และความยากง่ายของการรักษา

การดูแลรักษารากฟันเทียม :

  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน เช่นเดียวกับการดูแลฟันธรรมชาติ
  • พบหมอฟันเพื่อตรวจสุขภาพและทำความสะอาดรากฟันเทียมเป็นประจำทุก 6 เดือน
  • หลีกเลี่ยงการกัดหรือเคี้ยวอาหารแข็งๆ
  • งดสูบบุหรี่

ข้อควรระวัง :

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรไม่เพียงพอ
  • มีค่าใช้จ่ายสูง

 

คำถามที่พบบ่อยๆกับการทำรากฟันเทียม

 

 

1.ใครบ้างที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม?

       โดยทั่วไป ผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง และมีกระดูกขากรรไกรเพียงพอ เหมาะกับการทำรากฟันเทียม อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับท่านหรือไม่

2.ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเสร็จสิ้นการรักษารากฟันเทียม?

       โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกขากรรไกร จำนวนฟันที่ต้องรักษา และวิธีการรักษา

3.รากฟันเทียมมีราคาเท่าไหร่?

       ค่าใช้จ่ายในการรักษารากฟันเทียมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยี่ห้อของรากฟันเทียม สถานพยาบาล และความยากง่ายของการรักษา

 

 

 

4.การดูแลรักษารากฟันเทียมเป็นอย่างไร?

           รากฟันเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายปี หากดูแลรักษาอย่างถูกต้อง โดยควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน เช่นเดียวกับการดูแลฟันธรรมชาติ และพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและทำความสะอาดรากฟันเทียมเป็นประจำทุก 6 เดือน

    5.มีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงอะไรบ้างจากการทำรากฟันเทียม?

          เช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ การทำรากฟันเทียมมีความเสี่ยงและผลข้างเคียงบางประการ เช่น การติดเชื้อ อาการบวม ปวด หรืออักเสบ การบาดเจ็บของเส้นประสาท หรือกระดูกไม่ยึดติดกับรากฟันเทียม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้หากทำการรักษาโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

25 มีนาคม 2568

ผู้ชม 327 ครั้ง

Engine by shopup.com